



วันธรรมดา…แต่ไม่ธรรมดา ตอน “การสูบบหรี่ในรถโดยสาร “
สวัสดีค่ะผู้อ่านทุกท่าน วันนี้จินต์มีเรื่องราวดีๆ มาแบ่งปันกันอีกเช่นเคยค่ะ
ซึ่งเรื่องราวที่จินต์นำมาแบ่งปันในวันนี้ เป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นในตอนที่จินต์
ยังเป็นนักศึกษาชั้นปีที่ 5 ค่ะ หากผู้อ่านพร้อมแล้ว ไปเริ่มอ่านกันเลยค่ะ ^^
วันนั้นเป็นวันศุกร์ เวลาประมาณบ่ายโมง หลังจากที่เธอเก็บของทุกอย่าง
เรียบร้อยแล้ว เธอก็เดินไปขึ้นรถโดยสารประจำทางเพื่อกลับบ้าน แต่ในขณะที่เธอเดินเข้าไปนั่งภายในรถนั้นเอง สายตาของเธอก็ไปเห็นผู้ชายคนหนึ่งที่เพิ่งดื่มเบียร์หมดกระป๋อง
จากนั้น ชายคนดังกล่าวก็ทิ้งกระป๋องเบียร์ภายในรถโดยสาร โดยที่ไม่ได้คำนึงถึงผลที่ตามมาว่าการกระทำของตนเองนั้น จะสร้างความสกปรกให้กับรถหรือไม่ ซึ่งในเหตุการณ์นี้ เธอไม่ได้พูดอะไรออกไป (แต่เกิดคำถามขึ้นในใจว่า “เพราะอะไรชายคนนี้ถึงทำแบบนี้ คือทิ้งขยะไม่เป็นที่”) เธอแค่มองและหาที่นั่งให้ตัวเอง
หลังจากที่เธอนั่งลงเสร็จแล้วไม่นานรถก็เคลื่อนตัวออกเดินทาง ในระหว่างนั้น
เธอก็สังเกตเห็นว่าในรถคันนี้มีเพื่อนร่วมทางหลายวัยเลย ไม่ว่าจะเป็นเด็กทารก
(ที่กำลังหลับปุ๋ยอยู่ในอ้อมอกแม่) วัยเรียน วัยทำงาน และวัยชรา เธอมองภาพเหล่านั้น
แล้วก็ยิ้มออกมาเพราะมีความรู้สึกว่า มันเป็นภาพที่น่ารักมาก ^^
เมื่อรถแล่นมาได้ระยะหนึ่งแล้ว ทันใดนั้นเอง เธอก็ได้กลิ่นบุหรี่โชยมมาจากทางด้านหลัง (คิดว่าน่าจะลืมบอกทุกคนไป ว่า เธอนั่งหน้าสุดทางซ้ายของห้องผู้โดยสารค่ะ) เธอเป็นคนที่ไวต่อกลิ่น โดยเฉพาะกลิ่นบุหรี่ และเมื่อเธอหันไปดูว่าใครเป็นคนสูบ เธอก็พบว่าเป็นชายคนเดิมกับคนก่อนหน้านี้ที่ดื่มเบียร์คนนั้นนั่นเอง (เขานั่งอยู่อีกฝั่งหนึ่ง แต่เป็นที่นั่งโซนท้ายๆ ค่ะ) หลังจากนั้นเธอก็พูดกับชายคนนั้นว่า
“ขอโทษนะคะ คนที่สูบบุหรี่อยู่น่ะค่ะ”
เมื่อได้ยินประโยคนี้ ชายคนนั้นก็หันมามอง เธอจึงพูดถามไปว่า
“ไม่ทราบว่าคุณเคยดูโฆษณาไหมคะ”
ผู้ชายคนนั้นทำหน้างง เธอจึงกล่าวเสริมเพื่อให้เขาเข้าใจมากขึ้นว่า
“เขาไม่ให้สูบบุหรี่ในที่สาธารณะค่ะ เพราะฉะนั้น รบกวนคุณช่วยหยุดสูบด้วยนะคะ”
เมื่อเธอพูดจบแล้ว เธอก็หันหน้ากลับไปเพื่อรับลมต่อ
ก่อนที่จะเล่าต่อ จินต์อยากถามทุกคนคิดว่า 1. ชายคนนั้นรับฟังคำแนะนำ และหยุดสูบบุหรี่ หรือ 2. ฟังไปงั้นๆ แหละ แต่ก็ยังสูบต่อ และคำตอบก็คือ……
พอผ่านไปสักพัก เธอก็รับรู้ได้ว่า เขาคงไม่ทำแน่เลย เพราะยังคงได้กลิ่นอยู่เรื่อยๆ
“หรือเราจะพูดย้ำให้เขาอีกที เผื่อว่าเขาจะฉุกคิดหรือมีความตระหนักถึงส่วนรวมขึ้นมาก็เป็นได้” เมื่อคิดได้แบบนั้น เธอก็หันไปพูดย้ำกับชายคนนั้นว่า
“คุณคะ คุณไม่ได้ยินที่ดิฉันพูดไปก่อนหน้านี้เหรอคะ ว่าเขาไม่ให้สูบบุหรี่ในที่
สาธารณะน่ะค่ะ”
ชายคนนั้น เริ่มมีอาการโมโห และพูดโต้กลับมาว่า
“นี่คุณจะยุ่งอะไรกับชีวิตผมนักหนา ขนาดแม่ผมยังไม่ว่าผมเลย”
เมื่อได้ยินคำตอบแบบนั้น เธอก็พูดตอบไปว่า
“ก็นั่นมันแม่ของคุณ บ้านของคุณนี่คะ ถ้าคุณอยากจะทำตัวแบบนั้น คุณก็อยากกลับไปทำที่บ้านนะคะ”
พอเธอพูดจบ เธอก็หันกลับไปรับลมต่อ
แล้วครั้งที่สองนี้ล่ะคะ ทุกคนคิดว่า 1. ชายคนนั้นรับฟังคำแนะนำ และหยุดสูบบุหรี่
หรือ 2. ฟังไปงั้นๆ แหละ แต่ก็ยังสูบต่อ และคำตอบก็คือ……
แล้วคำตอบก็ยังเหมือนเดิมค่ะ คือ ชายคนนั้นก็ยังคงสูบบุหรี่ต่อไป แต่มีหลายสิ่ง
ที่เปลี่ยนไปก็คือ เด็กที่หลับอยู่ในอ้อมอกแม่ก็ตื่นมาร้องไห้ ผู้คนในรถโดยสารหลายคนก็เริ่มไอ เพราะกลิ่นมันแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และที่สำคัญเลยคือ ตอนนี้น้ำตาของเธอก็เริ่มไหล เริ่มไอ และเริ่มหายใจไม่ออก เธอจึงหันกลับไปหาชายคนนั้นอีกครั้ง และพูดไปพร้อมน้ำเสียงที่สั่นเครือ (เนื่องจากกำลังร้องไห้อยู่) ว่า
“คุณคะ คุณเห็นไหมคะว่าการกระทำของคุณนั้นส่งผลกระทบอย่างไรให้กับคนอื่นบ้าง เพราะฉะนั้น หากว่าคุณยังมีความเป็นมนุษย์หลงเหลืออยู่ก็ช่วยหยุดสูบบุหรี่ได้แล้วค่ะ”
และพอดีกับที่เธอพูดจบปุ๊บ รถโดยสารก็ถึงที่แวะเติมน้ำมันอย่างพอดิบพอดี ชายคนนั้นจึงได้ลงจากรถโดยสารเนื่องจากน่าจะถึงบ้านของเขาแล้ว เพราะตอนหลังเธอไม่เห็นชายคนนั้นขึ้นมานั่งบนรถอีก แต่ประเด็นที่สำคัญไม่ได้อยู่ตรงนั้นค่ะทุกคน มันอยู่ที่ว่า เกิดอะไรบนรถโดยสารหลังจากที่ชายคนนั้นลงไปจากรถโดยสารต่างหาก
และนี่คือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นค่ะ
“ทำไมชายคนนั้นถึงได้ทำอย่างนั้นนะ”
“นั่นสิ ไม่มีมารยาทเลย”
“ใช่ๆ ไม่คิดถึงส่วนรวม”
“ไม่มีความรับผิดชอบต่อสังคมเลย”
และประโยคอื่นๆ อีกมากมาย ที่พรั่งพรูออกมาจากปากของผู้โดยสารคนอื่นๆ
แต่ทุกคนคะ ทุกคนสังเกตเห็นอะไรไหมคะ…
ทุกคำพูดและทุกความสงสัยของคนเหล่านั้นพูดออกมาตอนที่เจ้าของต้นเรื่องไม่ได้อยู่ตรงนั้นแล้ว ซึ่งนั่นก็หมายความว่า พวกเขาจะไม่มีวันได้รับรู้ความจริง หรือได้รับคำตอบที่แท้จริงจากคนๆ นั้นอีกเลย (ซึ่งอาจมีหลายคนค้านว่า ไม่ถึงขนาดนั้นมั้ง ฟังคำตอบจากปากคนอื่นก็ได้ แต่ทุกคนคะ การที่เราฟังคำพูดจากคนอื่นนั้นกว่าที่สารนั้นจะมาถึงเรา แทบจะ 99% เลยที่มักจะมีการแปลสารก่อนเสมอ แล้วเราจะมั่นใจได้อย่างไรล่ะว่ามันถูกต้อง แล้วยิ่งไปกว่านั้น หากว่ามันเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับความละเอียดอ่อนต่างๆด้วยแล้ว ยิ่งเป็นไปได้ยากมากขึ้นอีกเป็นเท่าตัว)
และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนี้นั่นเอง ที่สอนให้เธอเห็นความเป็นจริงบนโลกใบนี้
อีกหนึ่งเรื่อง นั่นก็คือ ผู้คนส่วนใหญ่บนโลกใบนี้ เวลาที่มีความสงสัยใดๆ หรือมีเรื่องที่ตนเองไม่มั่นใจ มักจะไม่ค่อยไปถามบุคคลที่ให้คำตอบนั้นได้โดยตรง ซึ่งเรื่องนี้ เป็นเรื่องที่แปลกใหม่สำหรับเธอมาก เพราะช่วงตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา หากเธอมีคำถามใดๆ เธอก็จะไปถามโดยตรงกับคนๆ นั้นเลย และผลที่ได้ก็คือ ได้รับคำตอบที่ตนเองสงสัย โดยไม่ได้รับการปรุงแต่งใดๆเพราะคำตอบมาจากตัวผู้พูดเอง
เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องเล็กๆ อีกหนึ่งเรื่องที่เกิดขึ้น เพื่อให้จินต์ได้เกิดการเรียนรู้และเข้าใจชีวิตตนเองมากยิ่งขึ้น ซึ่งในตอนแรกนั้น จินต์ไม่เคยรู้เลยว่าเหตุการณ์ธรรมดา…ที่ไม่ธรรมดาในวันนี้จะส่งผลทำให้เกิดเรื่องราวที่มหัศจรรย์และเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ในชีวิตของใครหลายคนในปีต่อๆ มา หากทุกคนอยากรู้ว่าเรื่องราวเหล่านั้นเป็นเรื่องอะไรกันบ้าง ไว้หน้า จินต์จะมาเล่าให้ฟังอีกนะคะ
“ขอให้ทุกคนมีความสุขและพบแต่สิ่งที่ดี”
แล้วพบกันใหม่ในเรื่องหน้า
สำหรับวันนี้ก็บอกกล่าวคำว่า สวัสดีค่ะ ^_^
